กว่าที่เราจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาสักหนึ่งเว็บไซต์ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันต้องใช้ทั้งการลงทุน การใส่ใจปรับปรุงเพื่อให้เว็บของเราได้นำเสนอเนื้อหาที่เป็นไปตามเป้าหมายให้ดีที่สุด ไม่ว่าเว็บไซต์ของคุณจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขายสินค้า, แชร์ข้อมูล, ทำการตลาด หรือเสนอให้บริการโดยตรง แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณใช้งานได้ดีอยู่เสมอ การดูแลรักษาเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “Website Maintenance” จะเข้ามามีบทบาทเพื่อย้ำเตือนว่าตอนนี้ มีอะไรบ้างที่คุณควรทำเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด
ความหมายของ website maintenance
Website maintenance คือกระบวนการในการรักษาให้เว็บไซต์ของคุณมีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอให้เป็นไปตามปัจจุบัน เพื่อให้ทำงานได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างดีที่สุด โดยการดูแลรักษาเว็บไซต์จะประกอบไปด้วยงานต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบให้แน่ใจว่าลิงก์ทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดี มีการอัปเดตเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการแก้ไขลิงก์ที่เสีย
นอกจากนี้ยังรวมถึงงานทั่วไป เช่น การสำรองข้อมูลเว็บไซต์ของคุณเผื่อเกิดกรณีไม่คาดฝัน และการตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ของคุณเพื่อทำให้สอดรับกับการทำ SEO ก็คือหนึ่งในกระบวนการนี้เช่นกัน
website maintenance ทั้ง 11 หมวดที่คุณต้องโฟกัส!

หลังจากที่เราได้เปิดตัวเว็บไซต์สุดปังของเราไปแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องหันมาใส่ใจกับการดูแลรักษาเว็บไซต์กันบ้าง หรือที่เราจะเรียกกันแบบเป็นกันว่า Website maintenance นี่แหละที่จะช่วยให้เว็บของเราให้สุขภาพดีอยู่เสมอ หลายคนอาจสงสัยว่าเราต้องมาทำอะไรบ้าง? แต่บอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่การซ่อมแซมลิงก์เสียหรืออัปเดตเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการดูแลรักษาในรายละเอียดอื่น ๆ เช่น การสำรองข้อมูล หรือการตรวจสอบความเร็วในการโหลดเพจ เพื่อให้ทุกอย่างทำงานได้ลื่นไหลและไม่มีสะดุด
ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนมีหลายอย่างที่ต้องจัดการ แต่ไม่ต้องห่วงเลย เพราะว่าทุกอย่างนั้นมีวิธี และถ้าคุณทำตามที่เราแนะนำ รับรองว่าเว็บไซต์ของคุณจะกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง (หรือถ้าดีอยู่แล้วก็จะหายห่วงยิ่งขึ้นไปอีก) เพื่อให้พร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เข้ามา โดยการบำรุงรักษาเว็บไซต์ของคุณ มีทั้งหมด 11 หมวดที่คุณจะต้องโฟกัส ดังนี้
1. การอัปเดตความปลอดภัย (Security updates)
บริษัทพัฒนาเว็บไซต์มักจะปล่อยแพทช์ในด้านการรักษาความปลอดภัยเพื่อจัดการกับช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ เพื่อให้แน่ใจว่าเว็บไซต์จะปลอดภัยจากการถูกแฮกเกอร์โจมตี การติดตั้งแพทช์เหล่านี้ทันทีที่มีการปล่อยออกมาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ดังนั้น การที่คุณติดตั้งแพทช์เหล่านี้เมื่อมีการอัปเดตใหม่ ๆ จึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุดให้กับเว็บไซต์ของคุณเอง โดยนับเป็นความสำคัญอันดับแรก ๆ ที่พลาดไม่ได้ เพราะเว็บที่มีความปลอดภัยสูงคือคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่จะบอกได้ว่าข้อมูลของคุณ(หรือลูกค้า) จะปลอดภัยแค่ไหนนั่นเอง
2. การอัปเดตปลั๊กอินและธีม (Plugin and theme updates)
ปลั๊กอินและธีมช่วยคือการเสริมฟังก์ชันการทำงานของเว็บไซต์ของคุณ และเหมือนกับซอฟต์แวร์อื่น ๆ ที่พวกมันก็ต้องการการอัปเดตเป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำงานได้อย่างเข้ากันได้กับเว็บเบราว์เซอร์ล่าสุดและแพทช์ความปลอดภัยของเรา บางครั้งการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความราบรื่นในการใช้งานก็มักจะมีความเกี่ยวข้องกับหมวดนี้โดยตรง นี่คือจุดที่คุณต้องสำรวจเสมอว่ามันจะใช้งานได้ดีอยู่ตลอดเวลา
3. การอัปเดตเนื้อหา (Content updates)
เนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณควรถูกอัปเดตเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่ามันยังคงเกี่ยวข้องและถูกต้อง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มโพสต์บล็อกใหม่ การอัปเดตคำอธิบายสินค้า และการลบเนื้อหาที่ล้าสมัย คือสิ่งที่จำเป็น เพราะการมีเนื้อหาที่ล้าสมัยอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ และอาจทำให้ลูกค้าเลือกไปยังที่อื่นได้ง่าย ๆ นี่คือความเชื่อมั่นที่คุณต้องทำให้เห็นว่าเนื้อหาของคุณ “สด” พอที่จะทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์จริง ๆ
4. การสำรองข้อมูลและการกู้คืน (Backup and disaster recovery)
การมีการสำรองข้อมูลของเว็บไซต์ที่เป็นปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น การวางแผนการกู้คืนทั้งจากอุบัติเหตุหรือเรื่องที่ไม่คาดคิด ก็จะช่วยให้แน่ใจได้ว่าจะสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดปัญหา การสำรองข้อมูลบ่อย ๆ จะช่วยให้คุณอุ่นใจยิ่งขึ้น และนี่คือสิ่งที่จะป้องกันความผิดพลาดได้ในทุกระยะ
5. การตรวจสอบและการปรับปรุงประสิทธิภาพ (Performance monitoring and optimization)
การตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ของคุณสามารถช่วยคุณระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและดำเนินการเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้อย่างราบรื่น การปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์สามารถช่วยเพิ่มความเร็วและการตอบสนองของเว็บไซต์ของคุณได้ดี ซึ่งรวมถึงงานในการปรับปรุงเวลาการโหลดหน้าเว็บ, การปรับขนาดของภาพให้เหมาะสม และการย่อขนาดโค้ด พร้อมอื่น ๆ อีกมากมายในหมวดนี้
6. การสแกนความปลอดภัย (Security scanning)
การสแกนความปลอดภัยเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาเว็บเพื่อให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ปลอดภัยจากภัยคุกคามใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอด การสแกนเว็บไซต์เพื่อตรวจจับความผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยระบุและแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจากภายนอกไปจนถึงข้อมูลที่รั่วไหล
7. การจัดการผู้ใช้ (User management)
หากเว็บไซต์ของคุณมีผู้ใช้งาน คุณจำเป็นต้องจัดการบัญชีผู้ใช้ของพวกเขา ซึ่งรวมถึงการสร้างและลบบัญชีผู้ใช้, การรีเซ็ตรหัสผ่าน และการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง การจัดการผู้ใช้ยังรวมถึงการทำความสะอาดรายชื่อผู้ใช้โดยการลบบอทและบัญชีสแปมออกด้วย
8. การทดสอบการเข้าถึง (Accessibility testing)
การทดสอบการเข้าถึงของเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถใช้เว็บไซต์ของคุณได้คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานของผู้ที่มีความพิการ, ผู้ที่ใช้อุปกรณ์มือถือ และผู้ใช้งานที่มีอินเทอร์เน็ตที่ช้า สิ่งเหล่านี้จะช่วยตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีความเป็นมิตรมากแค่ไหนกับผู้ใช้งาน
9. การตรวจสอบเวลาทำงาน (Uptime monitoring)
การตรวจสอบเวลาทำงานช่วยให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงได้เมื่อมีคนพยายามเข้าใช้งาน เป้าหมายคือการรักษาเวลาทำงานของเว็บไซต์ให้ใกล้เคียงกับ 100% มากที่สุด โดยเมื่อเว็บไซต์ของคุณล่ม คุณจะต้องการรู้เกี่ยวกับสาเหตุและที่มา เพื่อที่คุณจะสามารถดำเนินการเพื่อให้เว็บไซต์กลับมาทำงานได้อีกครั้งอย่างต่อเนื่อง
10. ตรวจสอบ SEO (SEO monitoring)
การตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์ของคุณเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณปรากฏในเครื่องมือค้นหา ซึ่งรวมถึงการติดตามอันดับของเว็บไซต์, Backlink และการเข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งการตรวจสอบสามารถช่วยคุณระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและดำเนินการแก้ไขได้ทันทีเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณติดตามความก้าวหน้าและวัดความสำเร็จของคุณได้อย่างเป็นรูปธรรม
11. วางแผนการสนับสนุนและการบำรุงรักษาเว็บไซต์
วิธีที่ดีที่สุดในการให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณอัปเดตอยู่เสมอ คือการสมัครใช้บริการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อวางแผนบำรุงรักษาเว็บไซต์และพัฒนาการตลาดควบคู่กัน เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้ดีอยู่ตลอดเวลา และการวางแผนอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณสามารถสร้าง traffic ได้ดีอย่างเป็นธรรมชาติ
ค่าใช้จ่ายและความถี่ในการดูแล web maintenance

ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของเว็บไซต์ของคุณ รวมถึงจำนวนหน้าที่ต้องการการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าจะมีหลายหมวดที่ให้คุณได้ลงมือเพื่อปรับปรุง
แม้ว่าคุณจะสามารถดูแลรักษาเว็บไซต์ด้วยตนเองได้ แต่จะเป็นการดีที่สุดหากคุณจะจ้างนักพัฒนาเว็บหรือมืออาชีพด้านการดูแลเว็บโดยตรงมาทำให้ (หากคุณยังไม่มีประสบการณ์) เพราะนี่เป็นงานที่ใช้เวลาและเทคนิคสูง และง่ายมาก ๆ ที่จะเกิดข้อผิดพลาดซึ่งอาจทำให้คุณต้องเสียเงินเพิ่มหากไม่เข้าใจในบางกระบวนการ
เป็นธรรมดาที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลเว็บไซต์อาจเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่โดยทั่วไปแล้วเป็นก็เป็นราคาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ต้องจ่ายเพื่อความสบายใจ เมื่อเทียบกับการที่เราได้เห็นเว็บไซต์ที่ดีและมีความราบรื่นในการทำงาน นั่นก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่าแล้วสำหรับธุรกิจ
Checklist: เราควรที่ปรับปรุงเว็บไซต์บ่อยแค่ไหน?

การปฏิบัติตามกำหนดการบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะดูเป็นเรื่องที่ง่ายแต่ก็นับเป็นสิ่งที่น่าปวดหัวสำหรับใครหลายคนไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งนี่คือรายการครบถ้วนของงานบำรุงรักษาเว็บไซต์ที่ควรจำไว้เพื่อให้คุณสามารถที่จะปรับปรุงได้อย่างครบถ้วน
- รายการตรวจสอบทุกสัปดาห์
- หาและแก้ไขข้อผิดพลาด 404 ถ้ามี
- ลงบล็อกใหม่อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง เพื่อเพิ่ม SEO traffic
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟอร์มทุกอันทำงานปกติ
- สร้างบล็อกเพื่อโปรโมตใน community ของคุณ
- ตรวจสอบหาลิงก์ที่ broken
- อัปเดต plugins และ software ที่สำคัญ
- รายการตรวจสอบทุกเดือน
- ทำ security audit
- ตรวจสอบความเร็วในการ loading และแก้ไขทันทีถ้าพบปัญหา
- วิเคราะห์ statistics ที่สำคัญ
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บปรากฏใน local search
- ปรับเปลี่ยน content ให้เกี่ยวข้องมากขึ้น
- วิเคราะห์ content ที่มีคนดูมากและน้อยที่สุด
- รายการตรวจสอบทุกไตรมาส
- หาจุดที่ content อาจปรับปรุงได้
- อัปเดต graphics และ images
- อัปเดต meta descriptions และ titles
- ตรวจสอบการ backup ข้อมูล
- ตรวจสอบ popups, forms, และ features อื่นๆ
- ทดสอบบน browsers และ devices ที่ใช้กันมาก
- ตรวจสอบ uptime logs
- ตรวจสอบความ mobile-friendly
- รายการตรวจสอบทุกปี
- พิจารณาอัปเดต design ของเว็บ
- ปรับปรุง copyright ใน footer และ references
- ต่ออายุ domain names
- ตรวจสอบความแม่นยำของ content บนเว็บไซต์
- อัปเดต blogs ที่มี performance ดีที่สุดให้ดียิ่งขึ้น
สรุป: ความสำคัญของ web maintenance ที่จำเป็นต้องมี
การบำรุงรักษาเว็บไซต์มีความสำคัญด้วยหลายเหตุผล แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือการช่วยให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามเราอาจเห็นได้ถึงความสำคัญของการดูแลเว็บไซต์ที่ต่างกันออกไปด้วยการดำเนินการที่ต่างกัน ซึ่งทุกอย่างอาจไม่มีรูปแบบที่ตายตัวหรือเป็นสูตรสำเร็จ แต่เป็นสิ่งที่นักทดลองจำเป็นต้องหาว่าปัจจัยอะไรบ้างที่เหมาะสมในการทำให้เว็บไซต์ของเรา ‘ไปต่อได้’ และนั่นคือความจำเป็นที่เราต้องทำการบำรุงรักษาเว็บไซต์ของเราเสมอ
โดยสิ่งที่เข้ามาช่วยอย่างหนึ่งก็คือ การเลือกใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่มีความสามารถ ก็นับเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้การทำ web maintenance เป็นเรื่องง่ายขึ้น เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้คุณสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่งสำหรับ Thaitopseo ของเราก็มีบริการรับทำ SEO และปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณให้ดีขึ้นได้ด้วยบริการที่เข้าถึงได้ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ










