Geotargeting กำหนดเป้าหมายทางภูมิศาสตร์ เพื่อเพิ่มอันดับการทำ SEO

THAITOPSEO
THAITOPSEO
GeoTargeting 1

การทำ SEO นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเรามีคู่แข่งเว็บไซต์อีกมากมายที่ทำ SEO เพื่อไต่ขึ้นอันดับบนผลการค้นหา (SERP) เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหล่าเว็บไซต์ที่เป็นธุรกิจพื้นที่อย่าง ร้านค้าอาหาร ร้านค้าขายของ หรือร้านจำพวกคาเฟ่ นั้นค่อนข้างกังวลว่าเว็บไซต์ของตนเองนั้นจะติดอันดับหรือไม่, อันดับเว็บไซต์ต่ำไปหรือเปล่า, จะแสดงบนผลการค้นหาไหม, แล้วต้องไปแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นอีกมากมายบนโลกอินเทอร์เน็ตไหวหรือเปล่า แน่นอนสิ่งหนึ่งคือเว็บไซต์ที่ทำ SEO ต้องมีการแข่งขันอย่างแน่นอน

แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามีวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดคู่แข่งอย่าง Geotargeting ที่จะมาช่วยให้เว็บไซต์ที่ทำ SEO และเป็นหน้าเว็บของธุรกิจท้องถิ่นอย่างเว็บไซต์ร้านค้าต่าง ๆ ได้ขึ้นอันดับบนผลการค้นหาได้ง่ายขึ้น แล้วเจ้าวิธีการนี้คืออะไรกันแน่ แล้วต้องทำอะไรบ้าง บทความนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน

Geotargeting คืออะไร

GeoTargeting 2


Geotargeting คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์นั้นมีอันดับที่สูงขึ้นได้บนผลการค้นหา (SERP) โดยการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Location-based data) มากำหนดลงหลังบ้านเว็บไซต์ เพื่อให้เนื้อหาที่อยู่บนหน้าเว็บ นั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในเฉพาะพื้นที่ได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้แวะเข้ามาชมเว็บไซต์มากขึ้น ให้เรียกว่าเป็นการทำ SEO แบบกำหนดพื้นที่เจาะจงเลยก็ว่าได้

โดยวิธีการนี้มักจะเน้นในการใส่ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Location-based data) ที่สำคัญที่เกี่ยวกับพื้นที่บริเวณนั้นลงในเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นร้านชาบู แถว X คุณสามารถโปรโมทหน้าร้านค้าผ่านหน้าเว็บโดยการทำ Geotarget เพื่อให้กลุ่มคนที่กำลังค้นหาร้านชาบูแถว X พบเจอเว็บไซต์คุณได้
โดยอาจจะใช้ Longtail Keyword ว่า “ร้านชาบู แถว X” ประกอบบนเนื้อหาเว็บไซต์ การใส่ข้อมูลของสำคัญของธุรกิจ อย่างชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร หรือให้ยกตัวอย่างมาอีกข้อ เว็บไซต์มีเนื้อหาที่เป็นภาษาไทย ก็สามารถกำหนดให้ตัวเว็บไซต์แสดงบนผลการค้นหาบนประเทศไทยอย่างเดียวก็ได้ การทำแบบนี้จะทำให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้คนเฉพาะได้เป็นอย่างดี

ซึ่งมองในแง่มุมหนึ่ง การทำแบบนี้อาจจะดูไม่ค่อยโอเคเท่าไรนักกับการทำ SEO ทั่วไป แต่วิธีการนี้จะช่วยได้ดีกับเหล่าร้านค้าหรือธุรกิจที่มีหน้าเว็บไซต์ และอยากให้มีกลุ่มผู้คนเข้ามาชมเว็บไซต์ และแวะหน้าร้านเราได้ง่าย และถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่งการทำ SEO แบบเฉพาะพื้นที่นี้ อาจจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเพิ่มการมองเห็น และการเข้าถึงเว็บไซต์ของธุรกิจท้องถิ่น รวมทั้งลดคู่แข่งที่เป็นเว็บไซต์ทั่วไปโลกไปได้ โดยสามารถเรียกวิธีนี้ได้ในอีกชื่อว่า “SEO Geotargeting”


ทำไม Geotargeting ถึงสำคัญกับการทำ SEO

GeoTargeting 3


ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าไรที่ Google จะใช้ Geotargeting ในวัดผลการค้นหาอยู่เสมอ เพราะเมื่อช่วงปี 2016 เดือนกันยายน Google ได้เปิดเพิ่มตัวตรวจเช็กที่ชื่อว่า “Possum” โดยเป้าหมายของตัวนี้คือการลงโทษเว็บไซต์ที่ใช้วิธีการขี้โกง ไม่ว่าจะเป็นการใส่ชื่อสถานที่ปลอมหรือหมายเลขโทรศัพท์เพื่อให้เว็บได้ติดอันดับบนหน้า Google Search ได้ง่ายขึ้น

ด้วยเหตุผลจึงทำให้ทาง Google ต้องปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมโดยมุ่งเน้นที่การตรวจ IP ของเว็บไซต์ว่าเว็บไซต์เหล่านั้นอยู่ในสถานที่ลงข้อมูลไว้จริงหรือไม่ ด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงทำให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และทำให้เว็บไซต์จริงในท้องถิ่นหรือพื้นที่ได้กลับมาแสดงผลบนหน้าการค้นหา (SERP) ได้มากขึ้น อีกทั้งหากเว็บไซต์ของคุณมีการทำ Geotarget และข้อมูลที่ใช้นั้นเป็นจริง (เว็บไซต์อยู่บริเวณพื้นที่นั้นจริง) ก็จะช่วยให้ Google พบเจอเว็บไซต์คุณได้ง่ายขึ้น เวลามีคนค้นหาอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับพื้นที่บริเวณนั้น


7 เคล็ดลับการใช้ Geotargeting

GeoTargeting 4


การทำ SEO แบบกำหนดพื้นที่เจาะจง ไม่ได้มีข้อดีอะไรไปมากกว่าการเพิ่มการมองเห็น และการเข้าถึงให้กับเว็บไซต์ที่มีที่ตั้งอยู่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าร้านค้าหรือธุรกิจท้องถิ่นที่มีหน้าเว็บเป็นของตนเอง หากพูดกันตามตรงแล้ววิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ทุกเว็บไซต์จะสามารถทำได้ แต่ก็มีบางอย่างในวิธีนี้ที่เว็บทั่วไปสามารถนำไปปรับใช้ได้เอง ซึ่งหากข้อไหนดูแล้วใช้กับเว็บไซต์คุณได้ เราขอแนะนำให้ใช้เลย และหากเว็บไซต์ใดที่เป็นร้านค้าหรือธุรกิจประจำท้องถิ่นกำลังมองหาวิธีการทำ SEO เฉพาะจุดอยู่ เราขอแนะนำให้คุณทำตามทุกข้อ

  1. ทำให้ Google เข้าใจที่อยู่ของเว็บไซต์
    การทำ Geotargeting นั้นมีความสำคัญกับการทำ SEO เพราะมันจะช่วยให้ Google ที่เป็นระบบ Search Engine ได้เข้าใจตำแหน่งที่ตั้งของเว็บไซต์ และสามารถจัดหมวดหมู่เนื้อหาแบ่งตามพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าธุรกิจท้องถิ่นที่มีหน้าเว็บไซต์ ยิ่งต้องทำ Geotarget ซึ่งวิธีการทำ คุณสามารถใช้ตัว Google Search Console เพื่อตั้งค่าตำแหน่งเว็บไซต์ของคุณได้ โดยนอกจากนี้ทาง Google ยังอนุญาตให้เว็บไซต์สามารถเลือกประเทศที่เป็น Host และแสดงเว็บไซต์ของคุณได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณเป็นเว็บไซต์ของไทย ประเทศ Host ของคุณก็คือ ประเทศไทย แล้ว Google จะเข้าใจได้ทันทีว่าที่อยู่ของเว็บไซต์คือประเทศไทย เป็นต้น
    นอกจากนี้ยังสามารถจด Domain ของเว็บไซต์ให้เป็นชื่อโดเมนสากล (IDN) ได้ หรือจะใช้วิธีการแท็ก Hreflang ที่สามารถกำหนดภาษาและตำแหน่งให้กับหน้าเว็บ เพื่อให้หน้าเว็บแต่ละเว็บแสดงต่อผู้ค้นหาแต่ละภาษา ยกตัวอย่างเช่น หน้าเว็บ A กำหนดภาษาให้เป็นภาษาอังกฤษ ที่ผู้ค้นหาที่ใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะค้นพบหน้าเว็บนี้ได้

  2. Keywords เฉพาะพื้นที่
    เรารู้กันดีว่าการทำ SEO นั้นมีสิ่งสำคัญหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักเลยคือ Keywords ซึ่งหากใช้งาน Keywords ที่ดีพร้อมเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ก็จะช่วยให้เว็บไซต์นั้นติดอันดับได้ไม่ยาก (ทั้งนี้ต้องพึ่งปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น On-Page และ Off-Page ด้วย แต่เพราะเป็นเหมือนดั่งปัจจัยหลัก จึงทำให้การใช้งาน Keywords ต้องเลือกใช้ให้เป็น และใช้งานคำที่ดี แน่นอนว่าในกรณีแบบนี้คำเหล่านี้มักจะมีการแข่งขันที่สูง จนอาจจะลำบากได้ในการแข่งขัน
    แต่คุณสามารถลดการแข่งขันเหล่านี้ลงไปได้ด้วยการทำ SEO Geotarget โดยการใช้ Keywords ที่มีชื่อเมือง ชื่อพื้นที่ วลีที่เกี่ยวกับพื้นที่บริเวณ หรือเป็นวลีที่กลุ่มคนที่มาพื้นที่บริเวณนั้นต้องค้นหากัน ยกตัวอย่างเช่น “ร้านชาบูชื่อดังย่าน X” ด้วยการทำแบบนี้จะทำให้ได้ Keywords ที่ดี และมาคู่แข่งน้อย แต่ข้อควรระวังอย่างหนึ่งเลยคือ ที่อยู่ของหน้าร้านและเว็บไซต์ที่ทำ ต้องเป็นของจริง ไม่งั้นคุณอาจเข้าค่ายการละเมิดกฏของทาง Google ที่ว่าใส่ชื่อสถานที่ปลอมหรือเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับ

  3. Google Business
    Google Business คือบัญชีธุรกิจของ Google ที่จะอนุญาตให้ใช้เฉพาะกับเว็บไซต์ที่เป็นธุรกิจ โดยมีลักษณะการใช้งานที่ให้เว็บได้โชว์โปรไฟล์ของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ เบอร์โทร ที่ตั้ง ด้วยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ไปแสดงบนหน้า Google Search และ Google Map ได้ด้วยเช่นกัน
    ลองคิดดูว่าหากผู้ค้นหาได้มาเห็นข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้พวกเขารู้สึกเชื่อถือธุรกิจได้มากขนาดไหน และยังสามารถสร้างโอกาสที่จะให้ผู้ค้นหาได้เข้ามาชมเว็บไซต์ หรือแวะมายังหน้าร้านค้าที่เป็นที่ตั้งอยู่หน้าเว็บไซต์ก็เป็นได้

  4. ใช้งาน Structured Data
    Structured Date ไม่ได้เป็นแค่ที่แผนผังข้อมูลของเว็บไซต์ที่จะช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาหน้าเว็บได้แต่เพียงอย่างเดียว คุณสามารถใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (กรณีที่เป็นเว็บไซต์ธุรกิจ) ไม่ว่าจะเป็นการแสดงที่อยู่ของธุรกิจ หมายเลขเบอร์โทร ที่อยู่ของเว็บไซต์ ด้วยสิ่งเหล่านี้จะทำให้ Google เข้าใจได้มากขึ้น และจะช่วยเพิ่มอันดับการมองเห็นบนผลการค้นหา (SERP) ได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วยเพิ่มอันดับเว็บไซต์ธุรกิจที่ทำ SEO และช่วยให้ธุรกิจของคุณได้รับการมองเห็นจากผู้ค้นหาได้มากขึ้น

  5. เน้น Content ไปทางข่าวหรือเนื้อหาประจำพื้นที่
    โดยปกติแล้วเว็บไซต์ธุรกิจ มักจะมีการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่รู้หรือไม่ว่าผู้คนมักค้นหา Keywords ที่เป็นคำเฉพาะเจาะจงและพื้นที่มากกว่า เพราะพวกเขาต้องการข้อมูลพื้นที่ท้องถิ่นแถวนั้น โดยเหตุนี้คุณสามารถมุ่งเน้นไปในการสร้างเนื้อหาเกี่ยวกับข่าว หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ธุรกิจของคุณได้ โดยการทำแบบนี้จะช่วยให้ผู้ค้นหาได้เจอเว็บไซต์คุณ และยังสามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ รวมไปช่วยให้ธุรกิจถูกมองเห็นได้ง่ายขึ้นด้วย

  6. ปรับ URL, Headers, Meta Description และ Content
    ในการทำ SEO แบบกำหนดเป้าหมายทางภูมิศาสตร์แบบนี้จะช่วยให้คุณได้ Keywords ที่เป็น Longtail Keywords หรือเป็นคำ วลีที่เหมาะสม และยังเป็น Keywords ที่มีชื่อเมือง ชื่อพื้นที่อยู่ด้วย ด้วยคำเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถนำไปแทรกในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ไม่ว่าจะเป็น Tittle Tag, Headers และ Meta Description เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์คุณติดอันดับได้บนพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้สิ่งเหล่านี้จะช่วยเป็นเหมือนป้ายบ่งบอกให้ผู้ค้นหาเข้าใจและรู้ได้ทันทีว่าเว็บไซต์ และธุรกิจของคุณอยู่ที่ไหนด้วย

  7. อย่าลืมให้ความสำคัญกับ NAP (Name, Address, and Phone number)
    สิ่งสุดท้ายและเป็นสิ่งที่สำคัญด้วยเช่นกัน คือเว็บไซต์ควรใส่ใจกับ NAP (Name, Address, and Phone number) หรือก็คือ ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ของเว็บไซต์ที่เป็นเว็บธุรกิจ โดยข้อมูลที่ปรากฏในแต่ละที่ต้องเหมือนกัน 100% หากคุณลงข้อมูลไว้เหมือนกันในแต่ละที่ อาจจะมีสิทธิ์สูงที่จะถูกลงโทษโดย Google และนอกจากนี้ NAP ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้หากเว็บไซต์คุณต้องการทำ SEO Geotargeting


บทสรุปเกี่ยวกับ Geotargeting การทำ SEO แบบกำหนดเป้าหมายทางภูมิศาสตร์

Geotargeting แม้จะเป็นอีกวิธีการทำ SEO ที่ดีและยอดเยี่ยมกับเว็บไซต์ที่เป็นธุรกิจท้องถิ่น ที่จะช่วยให้ลดคู่แข่งเว็บไซต์ เพิ่มการเข้าถึง และการมองเห็นของเว็บไซต์และธุรกิจ โดยการใช้ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ (Location-based data) ให้เป็นประโยชน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์ทั่วไปจะใช้วิธีการเหล่านี้ไม่ได้ เว็บทั่วไปยังสามารถลงข้อมูลสำคัญต่าง ๆ อย่างการกำหนดภาษาที่จะแสดง กำหนดที่อยู่เว็บไซต์ เพื่อให้ Google ได้เข้าใจ จัดหมวดหมู่ และแสดงหน้าเว็บได้อย่างถูกต้อง

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ข้อมูลชื่อธุรกิจ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลเชิงพื้นที่เหล่านี้ล้วนต้องเป็นของจริงเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลปลอมที่ใส่ไว้เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับ เพราะหากทำแบบนั้นจริงคุณอาจจะโดนลงโทษโดย Google และอาจหนักถึงขั้นเว็บไซต์โดนแบนก็เป็นได้

Search
Categories