ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สิ่งที่เรียกว่า Social Commerce หรือการค้าขายบน Social media ก็เข้ามามีบทบาทไม่แพ้กันในวงการธุรกิจ ที่บอกได้เลยว่า ถ้าหากธุรกิจของคุณยังไม่ได้ใช้ Social media เป็นเครื่องมือหลักในการขายสินค้าหรือบริการ นั่นอาจหมายความว่าคุณกำลังพลาดโอกาสใหญ่ ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย นี่คือเหตุผลที่เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันให้มากขึ้นว่าธุรกิจของเราจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง
Social Commerce คืออะไร?

Social Commerce คือการซื้อขายสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ผ่านสื่อ Social media โดยตรง ซึ่งกำลังกลายเป็นกระแสที่พุ่งแรงในโลกของการค้าที่ทุกธุรกิจต่างจับจ้อง โดยให้คุณลองนึกภาพเวลาที่เข้าไปในสื่อโซเชียลแล้วเห็นสินค้า Pop-Up ขึ้นมาหรือมีตัวช่วยส่งเสริมการขายให้คุณสามารถซื้อสินค้าได้เลยในตอนนั้น โดยอาจประยุกต์ใช้ร่วมกันกับการยิง Ads หรือทำ content ควบคู่กันได้
หนึ่งในเหตุผลที่บริษัทเลือกใช้ Social media เพื่อการตลาดและการขายคือ มันช่วยให้แบรนด์สามารถติดต่อและสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างโดยตรง ให้โอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และการสนทนาที่มีความหมายผ่าน Social media การใช้เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง เช่น รูปภาพ, วิดีโอ, และรีวิว ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงอารมณ์ของลูกค้าและกระตุ้นยอดขายผ่าน Social media ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งการเติบโตของ Social Commerce นั้นมาจากการที่ Social media เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา ทำให้แบรนด์สามารถโปรโมตและขายสินค้าหรือบริการได้โดยตรงบนแพลตฟอร์มที่ผู้คนใช้งานอยู่ทุกวันอย่างใกล้ชิดและเป็นธรรมชาตินั่นเอง ด้วยวิธีนี้ Social Commerce ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีที่เราซื้อขายสินค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงวิธีที่แบรนด์และผู้บริโภคสามารถมีรูปแบบปฏิสัมพันธ์กันในโลกดิจิทัลที่หลากหลายขึ้นได้ด้วย
การเติบโตของ Social Commerce ในช่วงที่ผ่านมา
การค้าขายผ่าน Social Commerce ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น และความนิยมของเครือข่าย Social media เช่น Facebook, YouTube, TikTok และ Twitter ก็เป็นปัจจัยหลักเช่นกัน ตามรายงานล่าสุดจาก McKinsey ยอดขายทั่วโลกจากช่องทาง Social media ได้ถูกประเมินไว้มากถึง 37 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 และคาดการณ์ว่า Social Commerce จะเติบโตเป็นเกือบ 80 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 ซึ่งจะคิดเป็น 5% ของยอดขายอีคอมเมิร์ซทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าส่วนแบ่งตลาดนี้จะยังคงเล็ก แต่ Social Commerce ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใช้ Social media เป็นช่องทางหลักในการค้นหาและซื้อสินค้า ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อกระแสนี้ โดยการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เรียบง่าย สะดวก และตอบโจทย์ผ่านแพลตฟอร์ม Social media ได้ทันที (สังเกตได้จากการปักตะกร้าสินค้าไว้ให้) ทำให้ไม่เพียงแค่เปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับการช้อปปิ้งที่ตอบสนองผู้ซื้อได้ทันใจแบบซื้อได้ทันที
หนึ่งในจุดแข็งที่นอกจากจะเป็นช่องทางช่วยให้ธุรกิจสามารถเสริมการมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นแล้วสำหรับ Social Commerce ก็ยังมีข้อดีหลายอย่างสำหรับผู้ซื้อด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันมาใช้ Social media เพื่อหาคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าจะเป็นรีวิวจากเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือคนที่ไม่รู้จัก (แต่ได้ใช้สินค้าจริง) ซึ่งได้ซื้อสินค้าที่พวกเขากำลังเลือกอยู่แล้ว เป็นการยืนยันทางหนึ่งว่า “ฉันจะได้สินค้าที่ดีและตรงปก” ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น โดยเชื่อว่าข้อมูลที่ได้นั้นเป็นข้อมูลที่มาจากประสบการณ์จริงนั้นเอง
สิ่งที่พลาดไปไม่ได้เลยก็คือ ธุรกิจส่วนใหญ่ ได้ใช้ข้อมูลจากการโต้ตอบต่าง ๆ เช่น การกดไลก์, การแชร์, และความคิดเห็น เพื่อปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์ก็คือ ได้มอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์และเป็นส่วนตัวมากขึ้นสำหรับลูกค้า ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์หรือธุรกิจได้ โดยการเก็บ Data เหล่านี้ก็จะเป็นตัวช่วยให้การทำธุรกิจเข้าถึง Insights ได้มากขึ้น
วิธีการทำงานของ Social Commerce

Social Commerce เป็นกระบวนการที่ใช้แพลตฟอร์ม Social media เพื่อส่งเสริมและขายสินค้าหรือบริการโดยตรงให้กับผู้บริโภค โดยสังเกตได้ว่า แอปโซเชียลยอดนิยม เช่น Facebook, TikTok, Instagram และ Pinterest ล้วนมีคุณสมบัติของ Social Commerce ในตัวที่ช่วยให้ผู้ค้าและแพลตฟอร์มสามารถทำการตลาดสินค้าหรือบริการของตนเพื่อการขายโดยตรง ซึ่งวิธีการทำงานของมันมีหลายขั้นตอนร่วมกันดังนี้
- การนำเสนอสินค้าหรือบริการ
ผู้ขายอาจใช้การตั้งหน้าโปรไฟล์บน Social media ของตนเพื่อโพสต์รูปภาพ, วิดีโอ, หรือเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ โดยอาจรวมถึงรายละเอียดสินค้า, ราคา, และวิธีการซื้อ เพื่อให้เกิดการเห็นและสร้างความสนใจ - การมีส่วนร่วมและโต้ตอบ
ผู้ใช้ Social media สามารถตอบกลับ, กดไลก์, แชร์, หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโพสต์เหล่านี้ เพื่อแสดงความสนใจหรือถามข้อมูลเพิ่มเติม - การแปลงสินค้าเป็นยอดขาย
ธุรกิจบางแห่งมีฟีเจอร์ใน Social media ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ได้ซื้อสินค้าโดยตรงจากโพสต์หรือผ่านร้านค้าบน Social media ทำให้กระบวนการซื้อง่ายและสะดวกมากขึ้น - ใช้ข้อมูลการตลาดแบบเน้นความเป็นส่วนตัว
ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการกิจกรรมหรือโต้ตอบเพื่อเข้าใจพฤติกรรมและความชอบของลูกค้า สำหรับการนำไปปรับปรุงแคมเปญการตลาดหรือแนะนำสินค้าที่เหมาะสมให้กับแต่ละบุคคลได้อย่างเฉพาะมากกว่าโดยอาจส่ง Content คัดสรรเฉพาะแบบที่เข้ากับไลฟ์สไตล์หรือการค้นหาของ User - การสร้างความสัมพันธ์
โดยการใช้ Social media เพื่อสื่อสารและมีส่วนร่วมกับลูกค้าในกิจกรรมต่าง ๆ โดยธุรกิจสามารถสร้างความสัมพันธ์และสร้าง Loyalty ไปจนถึงเพิ่ม Retention rate ให้กับลูกค้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหาให้กับข้อข้องใจหลังการซื้อขาย
วิธีการทำการตลาดและการขายแบบนี้ จะใช้ประโยชน์จากพลังของเครือข่ายของ Social media และการนำสินค้าหรือบริการแทรกเข้ามาบนหน้าฟีดเพื่อเลือกนำเสนอให้กับลูกค้าด้วยการใช้อัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในการหยิบสินค้าขึ้นมาแสดง รวมไปถึงการสร้างระบบ Sharing Economy ที่ธุรกิจสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับลูกค้าหรือผู้ขายรายย่อยได้โดยตรงบนแพลตฟอร์มนั้น ๆ เรียกได้ว่าเป็นการขายที่เข้าถึงหน้าจอคุณได้แบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว
Social Commerce และ E-commerce ต่างกันอย่างไร?
| คุณลักษณะ | Social Commerce | E-commerce |
|---|---|---|
| ช่องทางการขาย | ใช้แพลตฟอร์ม Social media เป็นหลักในการขายสินค้าหรือบริการ เน้นการโต้ตอบและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ โดยมีคุณลักษณะเฉพาะตัว เช่น ร้านค้าบน Facebook, Instagram Shopping ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงบน Social media | ใช้เว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลักในการขายสินค้าหรือบริการ ที่เน้นการให้บริการแบบ End-to-End ตั้งแต่การเรียกดูสินค้าไปจนถึงการชำระเงิน โดยไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบโดยตรงกับผู้ขาย |
| การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ | การมีส่วนร่วมสูงจากผู้ใช้ ผ่านการกดไลก์, แชร์, คอมเมนต์, หรือการถ่ายทอดสด ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขายผ่านการมีส่วนร่วมและการแนะนำจากผู้ใช้คนอื่น ๆ | มีการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้จะมีน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมักจะจำกัดเพียงการเรียกดูหรือการซื้อสินค้าเท่านั้น ซึ่งการรีวิวสินค้าจะเป็นหนึ่งในวิธีการมีส่วนร่วมที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด |
| กระบวนการซื้อ | ผู้ซื้อสามารถทำการซื้อสินค้าได้โดยตรงบน Social media ซึ่งทำให้กระบวนการซื้อเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที | ผู้ซื้อต้องเข้าสู่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของร้านค้าเพื่อทำการซื้อสินค้า ซึ่งอาจรวมถึงการเลือกสินค้า, เพิ่มลงในตะกร้า, และทำการชำระเงินผ่านระบบของเว็บไซต์ |
| การตลาดและโฆษณา | ใช้เนื้อหา Content ที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้และโฆษณาที่เป้าหมายเฉพาะกลุ่ม เช่น โฆษณาที่ปรับแต่งได้ตามพฤติกรรมการใช้งาน Social media ของผู้ใช้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และกระตุ้นการซื้อ | ใช้วิธีการโฆษณาแบบดั้งเดิมและการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหา เช่น Google Ads, SEO, ซึ่งเน้นที่การดึงดูดผู้ซื้อผ่านคำค้นหาและแบนเนอร์โฆษณา |
| ความเป็นส่วนตัว | เน้นการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่เป็นส่วนตัวและเฉพาะเจาะจงตามความชอบและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล โดยอาศัยข้อมูลจากการมีส่วนร่วมและโต้ตอบบน Social media | มักเน้นที่ความสะดวกและความเร็วในการช้อปปิ้ง แม้จะมีการปรับแต่งบางอย่างตามพฤติกรรมการเรียกดูของผู้ใช้งาน แต่ก็ไม่เฉพาะเจาะจงเท่ากับใน Social Commerce |
ตัวอย่างของ Social Commerce ในปัจจุบัน

การใช้ประโยชน์จาก Social Commerce เพื่อเข้าถึงลูกค้าในที่ที่พวกเขาอยู่และเพิ่มยอดขายเป็นเรื่องที่มาแรงและมีแนวโน้มที่จะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แบบที่เราจะเห็นกันได้จากตัวอย่างเหล่านี้
- Facebook – มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Facebook Shop ซึ่งหน้าร้านค้าสำหรับธุรกิจที่ใช้บริการนี้สามารถปรับแต่งได้อย่างหลากหลาย โดยผู้ค้าสามารถเลือกคอลเลคชันหรือสินค้าที่ต้องการโปรโมต และสามารถนำเข้าสินค้าจากเว็บไซต์ได้คล้ายคลึงกับร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่สร้างบน Shopify
- Instagram – การค้นพบสินค้าเกิดขึ้นมากมายบน Instagram ผ่าน Instagram Shops คุณจะสังเกตว่าสินค้าสามารถถูกค้นพบและซื้อได้โดยตรงจากภายในแอป ซึ่งจะเชื่อมกันได้กับร้านค้าบน Facebook เรียกได้ว่าเป็นอีกแหล่งที่มีแบรนด์นำสินค้ามาปล่อยที่นี่เยอะมาก
- Pinterest – เป็นหนึ่งในผู้นำที่เริ่มใช้ Social Commerce มาตั้งแต่ปี 2015 โดย Pinterest รองรับปุ่มสินค้าบนหน้าธุรกิจที่มีตัวเลือก “ซื้อทันที” เพื่อทำการซื้อสินค้าผ่านระบบชำระเงินได้โดยไม่ต้องออกจากระบบ และในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอยู่ ซึ่งอาจมีการเชื่อมกับเว็บไซต์ของแบรนด์ได้โดยตรงด้วย
- TikTok – แหล่งรวมคุณสมบัติของ Social Commerce และถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก ซึ่งมีรายงานว่ามียอดการเติบโตเป็นอันดับที่สามไม่ไกลจาก Facebook และ Instagram (มีแนวโน้มว่าจะนำในอีกไม่ช้า) ซึ่งการช้อปปิ้งในขณะสตรีมมิ่งหรือไลฟ์สด จะแสดงผลผ่านวิดีโอในฟีด, แท็บแสดงสินค้า และเครื่องมือ TikTok LIVES ซึ่งเรียกได้ว่ามาแรงและสร้างชื่ออย่างมาก
กลยุทธ์ของ Social Commerce ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?
มีกลยุทธ์มากมายที่นักการตลาดใช้กันสำหรับสร้าง Social Commerce ที่ทรงพลังซึ่งนี่คือวิธีที่เราอยากแนะนำให้คุณลองทำในทันที
- การตลาดผ่าน Influencer
Influencer บน Social media ด้วยการโปรโมตสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางของพวกเขา จะทำหน้าที่เหมือนการแนะนำสินค้าได้ดีและบ่อยครั้งมันก็ทำให้สินค้าของเราได้ออกสู่สายตามากยิ่งขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญยังสร้างความน่าเชื่อถือไปในตัวหาก Influencer เป็นคนที่ได้รับการยอมรับ - โฆษณาบน Social media
การโฆษณาบนแพลตฟอร์มเช่น Facebook, Twitter และ Instagram สามารถเจาะจงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้และสามารถนำเสนอตัวเลือกที่ช่วยให้ตัดสินใจ “ซื้อได้ทันที” และสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ที่หลากหลายได้ผ่านเคมเปญโฆษณา - เสิร์ฟ Content ให้ลูกค้า
การตลาดแบบสร้าง Content เช่น บล็อก, บทความ, วิดีโอ และรูปแบบมีเดียอื่น ๆ สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหม่และเสริมให้แบรนด์เป็นผู้นำความคิดในอุตสาหกรรมของตนได้ โดยเนื้อหาสามารถรวมเข้ากับช่องทางโซเชียลและทำหน้าที่เป็นประตูสู่การขายที่น่าเชื่อถือได้ดีทีเดียว - การสตรีมมิ่งสด
การจัดสตรีมมิ่งหรือไลฟ์สด ๆ บนแพลตฟอร์มเช่น YouTube หรือ Twitch ที่อนุญาตให้ผู้ชมมีส่วนร่วมโดยตรงกับแบรนด์ โดยการถามคำถามและสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างการถ่ายทอดสดสามารถนำไปสู่ยอดขายที่สูงขึ้นได้ดี สิ่งนี้ส่งผลอย่างเห็นได้ชัดเกือบทุกแพลตฟอร์มเพราะเป็นการเชื่อมโยงกับคนดูโดยตรงและทำให้เขารู้ว่าเรามีตัวตนจริง ๆ
สรุป: Social Commerce ทางรอดของธุรกิจที่กำลังมาแรง
การนำ Social Commerce ไปใช้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ด้วยการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มSocial media ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงจุดและสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพวกเขาได้ดี ช่วยให้ธุรกิจสามารถโปรโมตสินค้าหรือบริการผ่านเนื้อหาที่น่าสนใจ กระตุ้นการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สรุปได้ว่าหากใครที่ต้องการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การศึกษาและลงมือทำด้วยกลยุทธ์ Social Commerce ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่มีแบบแผนตายตัว อยู่ที่ว่าเราจะออกแบบและลงมือทำอย่างไร แล้วจะนำมาปรับใช้ให้ได้ผลกับแบรนด์ของตัวเอง










