17 กลยุทธ์ไต่อันดับเว็บไซต์ให้ดีกับ Google 2023

THAITOPSEO
THAITOPSEO
17-กลยุทธ์ในการไต่อันดับ-Google-2023

เรารู้ดีกันว่าการไต่อันดับเว็บไซต์บนผลการค้นหาของระบบ Search Engine ชื่อดังอย่าง Google นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการทำ SEO เป็นอย่างมาก และยังต้องติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของทาง Google ด้วยไม่ว่าจะเป็นกฏระเบียบของเว็บไซต์ อัลกอริทึม หรือแม้ระทั่งตัวระบบบอทที่เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรา ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถไต่อันดับเว็บไซต์ได้ดีบน Google 2023 นี้คุณควรรู้กลยุทธ์ดี ๆ ที่เราจะแนะนำกันในบทความนี้

Contents hide
กลยุทธ์ในการไต่อันดับเว็บไซต์ให้ขึ้นหน้าแรก Google 2023

กลยุทธ์ในการไต่อันดับเว็บไซต์ให้ขึ้นหน้าแรก Google 2023

เชื่อว่าทุกคนที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองหรือบางคนที่ได้หันมาสนใจที่จะลงมือทำ SEO ต่างก็ต้องการให้เว็บไซต์ของตัวเองได้ขึ้นไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าแรกการค้นหา และเพราะเหตุผลนี้เราจึงขอเสนอ 17 กลยุทธ์ในการไต่อันดับ Google 2023 และเราก็เชื่อว่าเมื่อคนที่สนใจ ได้เข้าอ่านบทความนี้แล้วจะสามารถนำข้อมูลตรงนี้ไปปรับใช้ได้กับเว็บไซต์ของตัวเองได้อย่างดีแน่นอน

1. การกำหนดเป้าหมายด้วยการใช้ Keywords

อย่างแรกเลยคุณต้องรู้ก่อนเลยว่าคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณนั้นติดอันดับได้ในการค้นหาเกี่ยวกับอะไร หรือรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณจะพิมพ์อะไรลงในช่องค้นหาหากมีความสนใจในเรื่อง ที่ตรงกับเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณ และเพื่อให้ได้คีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมในเรื่องนั้น ๆ โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเลือกคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดสำหรับการจัดอันดับของ Google มีดังนี้

  • ความถี่ คือ การเช็กจำนวนครั้งในการค้นหาต่อหนึ่งเดือนของคียเวิร์ดนั้น
  • คู่แข่ง คือ การเช็กอัตราการแข่งขันของคีย์เวิร์ดนี้สูงไปหรือไม่
  • คะแนนความนิยมของเว็บไซต์ คือ ความนิยมของเว็บไซต์คุณมีผลต่อการจัดอันดับด้วยการใช้คีย์เวิร์ดด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าเว็บไซต์ของคุณได้รับความนิยมอยู่ก่อนหน้าแล้วการเพิ่มคีย์เวิร์ดที่มีประสิทธิภาพเข้าไปก็จะทำให้ติดอันดับได้ง่ายขึ้น
  • ความสอดคล้องกับเนื้อหา มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากคุณเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ไม่ได้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณ

2. ตรวจสอบจุดประสงค์ของ Keywords

ตรวจสอบจุดประสงค์ของ-Keywords

โดยปกติแล้วจุดประสงค์หลักของการใช้คีย์เวิร์ดมี 3 อย่าง คือ การให้ข้อมูล การค้าการทำธุรกรรม หรือการเป็นหัวข้อชี้ทาง แต่ในตอนนี้สำหรับการทำ SEO คุณกำลังมองหาคีย์เวิร์ดที่มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามคุณจะต้องตรวจสอบให้ลึกลงไปอีกว่าผู้เข้าชมนั้นต้องการข้อมูลแบบไหนหลังจากที่ได้ใช้คีย์เวิร์ดนั้น ๆ ในการค้นหา

ยกตัวอย่างกรณีคุณนั้นต้องการใช้คีย์เวิร์ดหนึ่งที่มีความสอดคล้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณ และเมื่อคุณทำการตรวจสอบความนิยมของคีย์เวิร์ดนั้นแล้วพบว่าคีย์เวิร์ดที่คุณเลือกจะใช้นั้นได้ความนิยมสูงเพราะยอดค้นหาที่เยอะกำลังดี แต่เมื่อคุณลองใช้คีย์เวิร์ดนั้นค้นหาใน Google ดูแล้วกลับพบว่าเนื้อหาที่แสดงออกมาหน้าอันดับนั้นไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวกับที่คุณต้องการเลย ดังนั้นหากเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวกันกับเว็บไซต์คุณแต่แรก มันก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ติดอันดับของ Google อยู่ดี

3. การเขียนเนื้อหาในเว็บไซต์แบบ Long Form Content

Long Form Content คือ คอนเทนต์ที่เน้นความยาว หรือเนื้อที่ยาวมาก ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น บทความ บล็อก วิดีโอคลิป คลิปเสียง เป็นต้น และวัตถุประสงค์ก็เพื่อนำเสนอเนื้อหาเชิงลึกมากขึ้นโดย โดยบทความประเภทนี้บางคนสงสัยว่า ถ้าหากเขียนยาวไปใครจะอ่าน เเต่จากสถิติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าบทความประเภท Long form นั้นมีความน่าสนใจสามารถดึงดูดผู้อ่านได้มากกว่าเนื้อหาประเภทอื่น อีกทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านใช้งานหน้าเว็บไซต์ของเรานานขึ้นด้วย ดังนั้น Long Form Content ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถพาเว็บไซต์ของคุณไต่อันดับไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้นได้

4. การปรับแต่งเนื้อหาหน้าเว็บเพจ (On-page SEO)

การที่คุณจะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับสูง ได้นั้นไม่ใช่เพียงแค่การใส่เนื้อหาลงไปในเว็บไซต์เท่านั้น แต่คุณจะต้องใช้เทคนิค On-Page SEO เข้ามาด้วย เพราะเป็นการพัฒนาเนื้อหาที่จะช่วยให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการนำเสนอมากขึ้น และนอกจากจะถูกใจผู้เข้าชมแล้วก็จะต้องถูกต้องตามหลักการอัลกอริทึมของ Google ได้ด้วยเพื่อเป็นการไปสู่อันดับที่ดี โดยหลักการที่สำคัญและถูกต้องของเทคนิค On-page SEO มีดังนี้

  • การวางตำแหน่งของคีย์เวิร์ด คือ การที่คุณใช้คีย์เวิร์ดได้ตามหลักการที่ถูกต้องและวางไว้ในส่วนที่เหมาะสม เช่น คุณมีการใส่คีย์เวิร์ดไปในส่วนของ Meta Description ที่เป็นส่วนของการอธิบายเว็บไซต์ รวมไปถึงการใส่คียเวิร์ดลงไปในหัวข้อ (H1, H2) หรือเนื้อหาหน้าเว็บของคุณด้วย
  • การลิงก์ภายใน คือ การที่คุณเพิ่มลิงก์หน้าหนึ่งเพื่อเชื่อมไปยังหน้าเว็บเพจอื่นภายในเว็บไซต์ของคุณเอง โดยอย่างน้อยต้องมีไม่ต่ำกว่า 3 ลิงก์ถึงจะดีที่สุด (แต่หากไม่มีจริง ๆ ก็ไม่ได้เสียหาย)
  • การเชื่อมโยงลิงก์ออกไปภายนอก คือ การที่คุณอ้างอิงแหล่งที่มาหรือเพิ่มแหล่งเรียนรู้โดยการวางลิงก์ที่น่าเชื่อถือได้เชื่อมไปยังหน้าเว็บไซต์นั้น โดยลิงก์เว็บไซต์ที่ใส่มานั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเว็บของเราด้วย
  • การใช้คำอธิบาย Meta Description ให้เหมาะสม การที่คุณใส่คำอธิบายในช่อง Meta Description จะทำให้คนเข้าใจว่าเว็บไซต์มีความเกี่ยวข้องกับอะไร โดยความยาวของเนื้อหาในช่องควรจะมีประมาณ 155-165 คำ และต้องมีความน่าสนใจพอที่จะดึงดูดให้ผู้เข้าชมมากพอให้อยากคลิกเข้าไปอ่านได้ด้วย
  • การจัดวางองค์ประกอบหน้าเว็บ สิ่งสำคัญหนึ่งที่ดึงดูดผู้เข้าชมได้เป็นอย่างดี คือหน้าเว็บที่ถูกจัดแบ่งออกมาให้ดูง่าย และไม่แน่นจนเกินไป
  • Page Speed คือ ความเร็วโหลดหน้าเว็บไซต์ ยิ่งโหลดหน้าเว็บได้เร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะ Google จะมองปัจจัยนี้กับหน้า On-Page เป็นอย่างมาก รวมไปถึงการโหลดหน้าเว็บที่เร็วจะช่วยสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีของผู้เข้าชมด้วย

5. การกำหนดเป้าหมายโดยการใช้ Long Tail Keywords เป็นคำถาม

การใช้คีย์เวิร์ดแบบ Long Tail Keywords สามารถสร้างโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้นได้ก็จริงแต่ก็มีการแข่งขันที่สูงมากเหมือนกันในการค้นหา แต่เพื่อให้ผู้ค้นหามองเห็นและเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้นอย่างไงก็ตามคุณก็ควรใช้เทคนิคนี้ เพราะการที่คุณใช้ Long Tail Keywords กับเว็บไซต์คุณ จะถือว่าเป็นการเพิ่มการค้นหาที่เฉพาะเจาะมากขึ้นจนทำให้คุณได้กลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการด้วย ดังนั้นในการทำ SEO คุณจึงควรอาศัยการเขียนเนื้อหาแบบ Long Tail Keywords ในหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะการใช้คีย์เวิร์ดในรูปแบบของการตั้งคำถาม

นอกจากนี้การใช้คีย์เวิร์ดมาตั้งคำถามนั้นคือการใช้ Long Tail Keywords ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ถือเป็นการใช้เทคนิคที่ฉลาดมากในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เพราะการเอาคีย์เวิร์ดมาตั้งคำถามจะทำให้ผู้เข้าชมนั้นถูกใจและตรงกับความต้องการเป็นพิเศษ เนื่องจากมันเหมือนกับว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นได้เข้าใจถึงความต้องการของพวกเขาจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น “คุณสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณให้ติดอันดับได้อย่างไร?”, “ร้านชาบูไหนอร่อยที่สุด” ดังนั้นคนที่เห็น Long Tail Keywords นี้ของคุณก็จะรู้ได้ทันทีว่าเว็บไซต์ของคุณต้องการจะสื่อหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับอะไร และที่สำคัญยังทำให้ผู้เข้าชมพอใจที่อีกด้วย

6. การทำให้เนื้อหาเข้าใจได้ง่าย

การทำให้เนื้อหาเข้าใจได้ง่าย

ในบางครั้งการแสดงผลการค้นหาของ Google จะมีการนำเอาเนื้อหาภายในเว็บไซต์ของคุณบางส่วนไปทำเป็น Meta Description หรือเป็นส่วนที่ใช้สรุปข้อมูลสั้น ๆ และเป็นคำอธิบายของเว็บไซต์ที่อยู่ใต้ Title ในหน้าการค้นหา โดยจะเป็นการบอกว่าเว็บไซต์คุณมีเนื้อหาอะไรบ้าง ดังนั้นการที่เป็นแบบนี้จึงส่งทั้งผลดีและผลเสียให้กับการทำเว็บไซต์ด้วย เพราะถึงมันจะเป็นผลดีที่ผู้เข้าชมสามารถเข้าใจสิ่งที่เว็บไซต์ต้องการจะสื่อได้ง่ายขึ้นจนเลือกคลิกเข้ามา แต่ผลเสียก็คือบางครั้งผู้เข้าชมก็จะได้คำตอบที่ตัวเองต้องการเลยและก็คิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องกดคลิกเข้าไปในเว็บไซต์แล้วก็ได้ โดยตัว Meta Description นี้ไม่มีผลต่ออันดับในผลลัพธ์การค้นหาโดยตรง

ดังนั้นยิ่งเราปรับแต่งการจัดวางเนื้อหาให้อ่านง่าย หรือที่เรียกว่าการเขียนอย่าง Skimmable จะทำให้ผู้ที่สนใจพอใจจนสามารถอ่านเนื้อหาได้มากขึ้น โดยการจัดวางโครงสร้างของเนื้อหาให้ดี ขึ้นคุณอาจจะมีการใส่แท็ก Heading ได้อย่างน่าสนใจเพราะเป็นการที่อ่านจะตัดสินใจได้ทันทีว่าจะอ่านเนื้อหาของคุณต่อหรือไม่ และในส่วนนี้แหละที่ Google อาจมองเห็นด้วยเช่นกันและอาจดึงไปเป็น Meta Description เพื่อเป็นการเสนอเว็บไซต์คุณในหน้าการค้นหา ดังนั้นสิ่งที่คุณควรระวังในการเขียนเนื้อหาให้เข้าใจง่ายคือแค่ทำให้เนื้อหาน่าสนใจด้วยคำง่าย ๆ เท่านั้น แต่อย่าเพิ่งใส่คำตอบของความต้องการของผู้เข้าชมไปเลย เพื่อให้เนื้อหาดูมีความน่าสนใจจนผู้ค้นหา

7. การสร้างความชัดเจน

การสร้างความชัดเจนให้กับเว็บไซต์ คือ การที่เนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณนั้นสามารถตอบคำถามหรือข้อสงสัยผู้เข้าชมได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะส่วนใหญ่การค้นหาใน Google 2023 นี้ผู้เข้าชมมักจะเลือกใส่คีย์เวิร์ดในช่องค้นหาเป็นรูปแบบของการตั้งคำถาม ดังนั้นคุณควรจะต้องรู้ว่าเนื้อหาของคุณนั้นมักมีคำถามรูปแบบไหนที่สามารถพบได้บ่อยมากที่สุด เพื่อความชัดเจนของเว็บไซต์คุณในการที่จะให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาและก็ยังตรงกับคีย์เวิร์ดด้วย และเพราะแบบนี้อาจทำให้คุณติดอันดับการค้นหามากขึ้นไปอีก

8. การใช้รูปภาพเพื่อเพิ่มการมองเห็น

การออกแบบเว็บไซต์ที่ดีควรเลือกนำเสนอเฉพาะสิ่งที่ต้องการนำเสนอจริง ๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย โดยอาจจะเป็นสีสัน กราฟิก ดังนั้นการที่คุณใส่รูปภาพเพิ่มเข้าไปด้วยในเนื้อหาหน้าเว็บไซต์ ถือเป็นการเพิ่มการมองเห็นได้ง่ายมากขึ้น และก็จะเป็นการพาให้เว็บไซต์ของคุณได้ไปอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นด้วย โดยข้อดีที่เห็นได้ชัดของการใส่รูปภาพเข้าไปในเว็บไซต์ได้มีดังนี้

  • ช่วยให้เนื้อหามีความน่าสนใจมากขึ้นจนทำให้ผู้เข้าชมอยากใช้งานเว็บไซต์คุณนานขึ้น
  • ช่วยให้รูปภาพในเว็บไซต์ของคุณไปแสดงผลอยู่ในหน้าการค้นหาในส่วนของรูปภาพ
  • ช่วยเพิ่มโอกาสการติดอันดับการค้นหาในส่วนของการค้นหารูปภาพ

9. การสร้างสารบัญของเว็บไซต์ (Table of contents)

การสร้างสารบัญหรือ Table of contents ถือเป็นองค์ประกอบที่ทำได้ง่ายในการเพิ่มลงในเว็บไซต์ของคุณ และดูยังเป็นสิ่งที่ Google ให้ความสนใจมากอีกด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ Table of contents ของคุณจะถูก Google เพิ่มเนื้อหาส่วนนี้ในรูปแบบเป็นลิงก์ลงในคำอธิบาย Meta Description ของหน้าผลการค้นหาอีกด้วย

สารบัญของเว็บไซต์

โดยวิธีการเพิ่ม Table of contents ที่แสดงอยู่ในส่วนของคำอธิบาย Meta มีดังนี้

  • ให้คุณไปที่มุมมอง html ของบทความของคุณ
  • ทำการแทรกลิงก์ให้อยู่ใน H2 หรือ H3โดยต้องมีเครื่องหมายคำพูด ( “…” ) ไว้ด้วยและถ้าคุณใช้มีการใช้คำมากกว่าหนึ่งคำ ให้คั่นด้วยเครื่องหมายขีดกลางหรือขีดล่าง ( – , _ )
  • จากนั้นที่ด้านบนของโพสต์ ให้เขียนสารบัญและเพิ่มลิงก์ลงไปในรูปแบบ #section-title คือการใส่แฮชแท็กตามด้วยรายการแล้วหัวข้อ สำหรับเพิ่มรายการสารบัญแต่ละรายการ

10. การใช้ Meta Title แบบทั่วไป

Meta Title คือ ชื่อหรือข้อมูลที่แสดงอยู่บนแท็บโดยจะปรากฏอยู่บรรทัดบนสุดในหน้า SERP ของ Google และในส่วนนี้แหละที่ Google ไม่ได้ให้มีการสร้างสรรค์หรือทำให้มันแตกต่างมากเท่าไหร่ เพราะว่าอาจจะทำให้ยากที่ Google จะมองเห็นเว็บไซต์คุณได้ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือการใช้ Meta Title ที่ชัดเจนทั่วไปหรือมีการใช้อยู่แล้วจะดีกว่า ถ้าหากไม่มีการใส่ Meta Title สำหรับเว็บไซต์ไว้ Google ก็จะสร้างให้คุณเองโดยอัตโนมัติ โดยดึงหัวข้อใหญ่สุดของหน้าเว็บนั้น (H1) ในขณะเดียวกันให้คุณใช้เวลาในส่วนของการเลือกชื่อในส่วนของชื่อที่ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ ให้แตกต่างมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ หรืออาจใช้เป็นชื่อธุรกิจ SEO ของคุณดีกว่า เพราะมันจะแสดงอยู่ในหน้าการค้นหาด้วยเหมือนกัน

การเชื่อมโยงจากเว็บไซต์อื่นมาไว้ในหน้าเว็บเพจของคุณหรือที่เรียกกันว่า Backlink เป็นการที่มีเว็บไซต์ได้วางลิงก์เว็บไซต์คุณไว้ที่มีหน้าเว็บเพจของพวกเขาการที่ทำแบบนี้จะยิ่งทำให้ Google มองว่าเนื้อหาของเว็บไซต์คุณนั้นมีความน่าเชื่อถือ จนในที่สุดเว็บไซต์ของคุณก็จะได้รับการยอมรับ และหากยิ่งมีการทำ Backlink จากเว็บไซต์อื่น ๆ มากเท่าไร ก็ยิ่งถือเป็นการโฆษณาให้คนมองเห็นเว็บไซต์คุณได้มากขึ้นเท่านั้น และยังเป็นการเพิ่มโอกาสจะเพิ่มคะแนนกับหน้าเว็บเพจนั้นมากขึ้นไปด้วย เพราะได้มองเห็นถึงคุณภาพของเนื้อหาคุณ ดังนั้นการทำ Backlink ในเว็บไซต์จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากในการทำ SEO และใช้เป็นตัวช่วยในการไต่อันดับ Google 2023

12. ตรวจสอบข้อมูลการค้นหาเว็บไซต์ของคุณ

การตรวจสอบส่วนนี้คุณจะมีเครื่องมือ Google Search Console เข้ามาช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ง่ายมากขึ้น โดยตัว Google Search Console จะแสดงผลให้คุณเห็นว่าคำหรือคีย์เวิร์ดการค้นหาอะไรที่จะทำให้ผู้เข้าชมสามารถเห็นหน้าเว็บไซต์ของคุณอยู่ในหน้าผลการค้นหาได้ จนทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกที่จะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ
และข้อดีของการที่คุณตรวจสอบข้อมูลการค้นหาคือมันยังสามารถช่วยคุณค้นหาคำที่จะใช้สร้างหัวข้อหรือคีย์เวิร์ดสำคัญที่จะเอามาเพิ่มในหน้าเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อกำหนดเป้าหมายได้แม่นยำมากขึ้น ดังนั้นหากเว็บไซต์ของคุณได้รับการจัดอันดับโดยที่คุณก็ไม่คาดคิดแล้ว ต้องอย่าลืมที่จะทำการตรวจสอบข้อมูลการค้นห้าที่ผู้เข้าชมนิยมใช้จนมาเจอเว็บไซต์คุณ

13. การใช้คลิปวิดีโอในการให้ข้อมูล

ในส่วนของข้อนี้มีความคล้ายกับในข้อที่กล่าวมาเกี่ยวกับการใช้รูปภาพในหน้าเว็บไซต์ แต่แค่คุณเปลี่ยนความเข้าใจจากการใช้รูปภาพ เป็นการใช้วิดีโอในหน้าเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันการแสดงผลการค้นหาของ Google บน SERP มักอยู่ในรูปแบบของวิดีโอมากขึ้น เพราะผู้เข้าชมในปัจจุบันนั้นไม่ชอบการอ่านหรือการทำความเข้าใจที่ยุ่งยาก แต่ผู้เข้าชมแค่ต้องการเพียงคลิกและฟังเสียงใครสักคนในการให้ข้อมูลแทน ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้การที่เว็บไซต์ไหนมีการใส่วิดีโอเข้าไปในหน้าเว็บจะได้รับความสนใจจากทั้ง Google และผู้เข้าชมทันที จนทำให้ติดอันดับได้ในที่สุด

14. การกำหนดเป้าหมายเมื่อติดอันดับแล้ว

แน่นอนอยู่แล้วว่าการติดอันดับอยู่ในตำแหน่งที่สูงมันย่อมดีที่สุด แต่ถึงแม้เว็บไซต์ของคุณจะมีการติดอันอันดับแล้วคุณต้องอย่าหยุดการปรับปรุงหรือกำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์เพื่อให้ได้ไปอยู่ในอันดับที่ดีกว่าเดิมอีก แต่มันก็ไม่จำเป็นเลยที่คุณจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในแบบแรกแบบเดิมที่คุณมี เพราะว่ามีประสบการณ์การเข้าชมเว็บที่ดีอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการที่จะพัฒนาไปอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นจากเดิม เพียงให้คุณลองใช้เครื่องตัวช่วยในการทำ SEO อย่างเช่น Ahrefs หรือ Semrush เพื่อใช้ในการกรองคีย์เวิร์ดทั่วไปของคุณให้ตรงตามเป้าหมายในตำแหน่งที่ต้องการมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ของคุณจนสามารถไต่อันดับไปได้สูงขึ้น

15. การวิเคราะห์โดยการใช้ SERP

SERP หรือ Search Engine Results Page เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ได้ฟรีสำหรับการแสดงอันดับการค้นหาบน Search Engine โดยเพียงแค่เข้า Google ก็สามารถใช้ได้เลย และแน่นอนว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญของการทำ SEO ด้วย เพราะคุณจะสามารถใช้ SERP ในการช่วยเช็คและวิเคราะห์การทำเว็บไซต์ SEO ของคุณได้ดังต่อ

  • การช่วยวิเคราะห์โครงสร้างของเนื้อหาและโครงสร้างของทั้งเว็บไซต์
  • การช่วยวิเคราะห์ในส่วนของชื่อ Title ที่น่าสนใจ เพื่อเพิ่มค่า CTR ให้กับเว็บไซต์
  • การช่วยวิเคราะห์ในส่วนของ Meta Description (คำอธิบายเว็บไซต์) ที่น่าสนใจจนดึงดูดผู้เข้าชม
  • การช่วยเช็คปริมาณของเนื้อหาในเว็บไซต์

ดังนั้นการใช้เครื่องมือ SERP ในการวิเคราะห์เว็บไซต์ของคุณ จะทำให้คุณรู้ว่าส่วนไหนของเว็บไซต์คุณบ้างที่ควรมีการปรับปรุง เพื่อทำให้เว็บไซต์ของคุณออกมาตรงตามที่ Google ต้องการมากที่สุด

16. การเพิ่ม Schema markup

Schema Markup คือโค้ดที่เป็น Microdata ที่จะมาอยู่ในเว็บไซต์ของคุณเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในเรื่องของผลการแสดงการค้นหาบน Google เพราะ Google bot จะเข้าใจเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นรวมไปถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ในหน้าเว็บนั้น จนเป็นสาเหตุให้เว็บไซต์คุณติดอันดับและทำให้ผู้เข้าชมนั้นสามารถที่จะเจอในสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้นและรวดเร็ว ดังนั้นการใช้ Schema Markup ให้ถูกวิธีนั้นสามารถกระตุ้น CTR ได้เป็นอย่างดี

17. การตรวจสอบเทคนิคในการทำ SEO ของคุณ

การจะทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จเพื่อปรับปรุงอันดับของคุณ นั้นมีเทคนิคและเครื่องมือที่หลากหลาย ดังนั้นหากคุณได้ใช้เครื่องมือหรือเทคนิคเหล่านั้นแล้ว ควรตรวจสอบให้ดีว่าใช้ได้ถูกต้องหรือไม่ เช่นการตรวจสอบให้แน่ใจว่ารูปภาพของคุณถูกบีบอัดและปรับขนาดอย่างเหมาะสม, หน้าเว็บโหลดได้ความเร็วที่ดีพอไหม รวมไปถึงการตรวจสอบผลจากการใช้เครื่องมือ Core Web Vitals หรือจาก Google Search Console อีกครั้งว่าถูกต้องแน่นอน
นอกจากนี้คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจโดยการทดสอบความสามารถในการใช้งานเว็บไซต์ของคุณบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยตัวเองจริง ไม่ได้ใช้แค่เครื่องมือของ Google ในการตรวจสอบเท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ของคุณนั้นแสดงผลออกมาได้เป็นอย่างดี

ท้ายสุดนี้ 17 กลยุทธ์ไต่อันดับเว็บไซต์ให้ดีกับ Google 2023 ที่เราได้นำเสนอไปนั้น พูดกันตามจริงแล้วมันก็คือหลักการทำ SEO ทั่วไปที่หากคุณเป็นนัก SEO หรือเว็บไซต์ที่กำลังไต่อันดับอยู่ก็ควรยิ่งต้องรู้จักและลงมือทำอยู่แล้ว แต่สุดท้ายนี้สิ่งสำคัญที่สุดของเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO คงไม่พ้นการทำเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน (User) เว็บมีความสม่ำเสมอ และความเท่าทันตัวระบบ Search Engine อย่าง Google

Search
Categories