SEO Voice Search การค้นหาด้วยเสียงสุดอัจฉริยะ

THAITOPSEO
THAITOPSEO
SEO Voice Search

นักการตลาด และนักธุรกิจทั้งหลายที่ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ต้องรู้จักกันดีกับหลักการทำ SEO ที่ได้ความนิยมในตอนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าหลักการ SEO ทั่วไปนั้นมีข้อดีอย่างมาก แต่โดยทั่วไปแล้วมันอาจจะยังเพิ่มยอดเข้าเว็บไซต์ของคุณได้ไม่เพียงพอ ถ้าแบบนั้นลองมาทำความรู้จักและใช้ SEO Voice Search ดูสิ เผื่อมันจะตอบโจทย์ในการทำ SEO ที่คุณต้องการก็ได้

Voice Search คืออะไร

Voice-Search-คืออะไร

Voice Search หากให้แปลตรงตัวเลยคือ การค้นหาด้วยเสียง เป็นวิธีการค้นหาหนึ่งด้วยการใช้คำพูด หรือคำสั่งเสียง จากนั้นระบบจะทำการค้นหาโดยการใช้ AI ในการประมวล Keyword เพื่อแสดงผลลัพธ์จากการค้นหา ซึ่งอุปกรณ์ในปัจจุบันที่เราสามารถใช้คำสั่งเสียงได้นั้น มีทั้งสมาร์ทโฟนทั่วไป แท็บเล็ต และอุปกรณ์ผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Google Siri และ Alxa เป็นต้น อุปกรณ์เหล่านี้นับเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในยุคสมัยนี้
โดยนอกจากนี้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ง่าย แล้วการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต 5G ที่ทำให้โลกอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุค Marketing 5.0 ซึ่งโดยผลลัพธ์นี้ ทำให้มีผลสำรวจบอกว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตใช้ “เสียง” ค้นหาข้อมูลทางสินค้า และบริการ เพิ่มมากขึ้นถึง 36% นับตั้งแต่ปี 2017-2021

ทำไมถึงต้องใช้ Voice Search ในการทำ SEO

ทำไมถึงต้องใช้-Voice-Search-ในการทำ-SEO

แน่นอนว่าจากการเข้าสู่ยุค Marketing 5.0 หรืออินเทอร์เน็ต 5G นี้นั้นทำให้ผู้คนเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างกว้างขวาง และการค้นหาด้วยเสียง ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่อะไรทั้งนั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวันของเราไปอย่างช้า ๆ โดยจากข้อมูลสถิติมีบอกไว้ว่า 40% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ ใช้การค้นหาด้วยเสียง ในการค้นหาสิ่งต่าง ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างน้อยเดือนละครั้ง จำนวนเหมือนอาจจะน้อย แต่ถ้าได้ลองนับคนเป็นหลักพัน หมื่น หรือแสนก็ถือว่าเยอะทีเดียว
และนอกจากนี้ในปี 2021 Google ได้ระบุว่า 27% ของการค้นหาบนสมาร์ทโฟสใช้การค้นหาด้วยเสียง ในการค้นหาข้อมูล และคำตอบที่พวกเขาต้องการ แน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การค้นหาด้วยเสียง ถูกนำมาเป็นทางเลือกหนึ่งในการค้นหา นอกจากนี้ยังสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานอย่างมาก อย่างเวลาที่ขับรถอยู่ เราก็ไม่สามารถพิมพ์เพื่อค้นหา และการพิมค้นหาอาจจะเป็นอันตรายบนท้องถนน ซึ่งเราสามารถป้องกันด้วยการใช้เสียงในการค้นหาแทนได้ โดยปัจจุบันรถยนต์ทั่วไปก็เริ่มมีระบบการค้นหาด้วยเสียงเข้ามาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาในสิ่งที่ต้องการได้สะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้นหากคุณต้องการทำให้การทำ SEO ของคุณดีขึ้นไปอีก (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่) และเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าเดิม การทำ SEO ผ่านการค้นหาด้วยเสียงอาจดูเป็นทางเลือกที่ไม่แย่ และอาจจะกลายเป็นเรื่องจำเป็นในโลกอนาคต

Voice Search มีผลต่อการทำ SEO อย่างไร

Voice-Search-มีผลต่อการทำ-SEO-อย่างไร

ปกติแล้วการค้นหาข้อมูลผ่าน “เสิร์ชเอนจิน” จะมีอยู่ด้วยกันสองวิธี วิธีแรกเป็นวิธีที่นิยมใช้กันก็คือ การพิมพ์ Keyword ด้วยแป้นพิมพ์ แน่นอนว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและใช้งานกันมาตลอด ส่วนอีกวิธีก็คือ การค้นหาด้วยเสียง โดยฟีเจอร์นี้ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็นบทพูดที่ดูเป็นกันเอง, คำไม่เป็นทางการ หรือภาษาที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการพิมพ์ค้นหาด้วยแป้น ตัวอย่างเช่น

  • ค้นหาด้วยการพิมพ์ : ร้านหมูกระทะ ใกล้ฉัน
  • ค้นหาด้วยการพูด : บอกร้านหมูกระทะที่กำลังเปิดในตอนนี้ใกล้ ๆ ฉันให้หน่อย

จากตัวอย่างเบื้องต้น เราจะเห็นว่าการใช้การค้นหาด้วยเสียงจะดูเป็นภาษาพูด และเป็นบทสนทนาที่มีความเป็นกันเองมากกว่าการพิมพ์ค้นหา อีกทั้งการค้นหาด้วยเสียง ออกจะเป็นบทพูดยาว ซึ่งทำให้กระบวนการค้นหา (Search Engine) ต้องมาทำการวิเคราะห์ และเข้าใจ Keyword ที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้ ซึ่งระบบการค้นหาก็ได้มีการพัฒนาตัวเองตลอดเพื่อให้เข้าใจผู้ใช้งานได้มากขึ้น ดังนั้นถ้าหากแบรนด์ หรือธุรกิจสามารถทำ SEO เพื่อตอบรับกับการค้นหาด้วยเสียงนี้ได้ นอกเหนือจากการทำ SEO ทั่วไปแล้วละก็ อาจจะทำให้ผลการจัดอันดับการค้นหาของคุณดีขึ้นแบบไม่รู้ตัวเลยก็ได้

อย่างไรก็ดี การทำ SEO ด้วยคำสั่งเสียงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอย่างเรารู้กันว่าการใช้คำสั่งดังกล่าว มักจะใช้คำพูดที่ดูเป็นกันเอง เป็นภาษาไม่ทางการ และมีรูปประโยคที่ยาว ดังนั้นหากคุณต้องการทำ SEO ที่รองรับการค้นหาด้วยเสียงควบคู่กัน คุณควรต้องรู้ในสิ่งที่ควรทำก่อนเป็นอันดับแรก

1. Content ภาษาพูดที่เข้าใจ SEO

การสร้าง Content ด้วยการใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ และเป็นภาษาพูดนั้น จะทำให้ AI จับและจัดอันดับ Content ของเราให้ติดอันดับการค้นหาด้วยการค้นหาด้วยเสียง และนอกจากนี้การทำ Content ด้วยภาษาพูดจะทำให้เข้าถึงผู้ใช้งานได้เป็นอย่างมาก เพราะให้ความรู้สึกที่เป็นกันเอง แต่อย่างไรก็ตาม Content ที่ทำลงไปนั้นต้องมีความถูกต้อง มีประโยชน์และมีความน่าเชื่อถือ ไม่งั้น AI ของ Search Engine ก็คงมองผ่านไปแน่

2. คำตอบที่ชัดเจนและตอบโจทย์ได้ดี

การค้นหาด้วยเสียงของผู้ใช้งานส่วนใหญ่ มักต้องการคำตอบที่ชัดเจน และเป็นเอกฉันท์ที่สุด ซึ่งเนื้อหาที่ชัดเจน และตอบโจทย์เหล่านี้ มักจะประกอบไปด้วยตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ รหัสไปรษณีย์ เวลา จำนวนคน ความยาวของพื้นที่ ฯลฯ ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่ มักจะถามคำถามแบบนี้กับการค้นหาด้วยเสียง

  • เบอร์ติดต่อของธนาคาร….
  • ราคาหมูกระทะร้านใกล้ฉัน
  • เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงอาทิตย์มีขนาดเท่าไร
  • 2 + 2 x 8 ได้เท่าไร
  • เลขไปรษณีย์เขตบางแค

เพราะฉะนั้น หากคุณใส่ข้อมูลที่ชัดเจน และตอบโจทย์กับผู้ใช้งานเครื่องมือนี้ได้ ได้ พวกเขาจะพึงพอใจในผลลัพธ์การค้น และเข้าดูข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณเพิ่มเติมได้ และข้อมูลที่ครบชัดเจน มีประโยชน์กับผู้ใช้งาน ยังทำให้ AI จัดลำดับการค้นหาขึ้นไปอีกด้วย

3. สร้างคำตอบที่มักถูกถาม

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว มีข้อมูลบอกว่า Frequently Asked Questions ฟีเจอร์ที่ Google สร้างขึ้นบนหน้า Search Engine เพื่อให้ผู้ใช้งานหาคำตอบได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และไม่ต้องเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์เพื่อไล่อ่านเนื้อหาตามเว็บไซต์ และ หากคอนเทนต์ของเรามีคำตอบที่ชัดเจน ตรงตามที่ผู้ใช้งานนิยมค้นหา จะทำให้เราติดอันดับในฟีเจอร์เหล่านี้ ข้อดีคือ ถ้าหากลูกค้าสนใจในเนื้อหาเหล่านี้ ก็จะกดเข้ามาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเว็บไซต์เราได้
ซึ่งการสร้าง Content ที่ระบุคำตอบ หรือเนื้อหาส่วนใหญ่ที่ผู้ใช้งานมักจะถาม จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาที่เป็นจุดบอดที่ผู้ใช้งานกังวลอยู่ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจ และเห็นภาพรวมได้ดีขึ้น และการทำแบบจะทำให้ Ranking การค้นหาอยู่ในลำดับต้น ๆ ได้อย่างยั่งยืน

nintendo-switch-ชาร์จด้วยสายอื่นได้ไหม

ภาพตัวอย่างการสร้างคำตอบที่มักถูกถาม

4. Updates เนื้อหาบน Google My Business ให้เท่าทัน

เหล่าบัญชีธุรกิจออนไลน์ที่ทำเรื่อง SEO ย่อมต้องรู้จักกันดีกับ Google Business ซึ่งหากคุณมี คุณควรใส่ข้อมูลให้ครบและชัดเจนบน Google My Business เพื่อจะเพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ และช่วยทำให้ลูกค้าจดจำข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจแบรนด์ของเราได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้ง My Business เป็นส่วนหนึ่งในการทำ Local SEO อีกด้วย นอกจากนี้การใส่ข้อมูลที่ชัดเจนและครบ จะทำให้การค้นหาด้วยเสียง สามารถค้นหาเจอได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ต่อจากข้อเมื่อกี้เลย แน่นอนว่าในกลุ่มผู้ใช้งานฟีเจอร์นี้ส่วนใหญ่จะใช้ในการค้นหาสถานที่ วิธีการเดินทาง หรือคำถามง่าย ๆ กับ Google โดยในช่วงปี 2021 การใช้คำสั่งเสียงเพื่อค้นหาร้านค้าต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงกับผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมาก และในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ 52.2% ใช้ Voice Search ในระหว่างการขับรถ เพื่อค้นหาเส้นทางการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ด้วย โดยคำยอดนิยมมักจะเป็นคำถามง่าย ๆ

  • ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ใกล้ฉัน
  • เส้นทางไปร้าน…
  • ดูแผนที่
  • เดินทางไป……..ยังไง

การคอยอัพเดตเนื้อหาให้สดใหม่ และทันเวลาอยู่เสมอ เป็หนึ่งในวิธีการทำ SEO เบื้องต้นทั่วไปอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่นักการตลาดในตอนนี้ควรคำนึงถึงในการใช้ฟีเจอร์การ “ค้นหาด้วยเสียง” นั้นคือการสร้าง Content ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจของเรา โดยการใช้ Keyword ที่ตรงกับเนื้อหาภายในธุรกิจ อีกทั้งยังแสดงประเภทธุรกิจให้ชัดเจน เพื่อเมื่อมีคนค้นหาด้วยเสียงในประเภทดังกล่าว ธุรกิจของคุณจะได้แสดงขึ้น

6. ปรับใช้งานให้เร็วและเหมาะกับสมาร์ทโฟน

กลุ่มผู้ใช้งานการค้นหาด้วยเสียงส่วนใหญ่ เราจะสังเกตว่าพวกเขามักจะใช้สมาร์ทโฟนหรือกลุ่มอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นหลัก ดังนั้นหากธุรกิจหรือผู้พัฒนาเว็บไซต์ ต้องการทำเกี่ยวกับ SEO Voice Search ก็ควรต้องคำนึงถึงผู้ใช้งานกลุ่มนี้ด้วย เพราะการเข้าถึงเว็บไซต์เราได้อย่างรวดเร็ว และทันใจกับผู้ใช้งานเหล่านี้ จะสร้างความพึงพอใจให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก


คงเห็นได้ว่าการค้นหาด้วยเสียง ในตอนนี้เริ่มมีความสำคัญขึ้นบ้าง อาจจะไม่มากเท่ากับค้นหาแบบ SEO ทั่วไป แต่การให้ความสำคัญกับการค้นหาด้วยเสียง ก็เริ่มเป็นส่วนหนึ่งในการใช้งานหลักของ SEO แล้ว และแน่นอนว่าในอนาคตทิศทางของฟีเจอร์นี้ จะต้องมีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นหากคุณกำลังมองหาวิธีการทำ SEO ที่ดี ไม่ควรโฟกัสแต่เพียงจุดเดียว ควรให้ความสำคัญกับการค้นหาด้วยเสียงเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าธุรกิจในพื้นที่ ที่ต้องการให้เข้าถึงผู้ใช้งานและการเดินทางเข้าไปใช้บริการ แน่นอนว่าสิ่งที่เราแนะนำไป มันให้ผลดีกับเว็บไซต์คุณอย่างแน่นอน ถึงจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์ในช่วงแรก แต่วิธีการนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำ SEO ในระยะยาว

Search
Categories